กวาร์ดิโอล่า ชายผู้พร้อมจะพาเรือใบแล่นไปแตะขอบฟ้า

กวาร์ดิโอล่า ชายผู้พร้อมจะพาเรือใบแล่นไปแตะขอบฟ้า

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุท้องถิ่นเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เอ่ยชื่อบุรุษ 2 คนที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตของเขา ซึ่งก็คือ โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานแข้งชาวดัตช์ผู้เป็นทั้งอดีตนักเตะและผจก.ทีมให้กับ บาร์เซโลน่า กับ เฟร์ราน อาเดรีย ยอดเชฟชาวกาตาลัน ผู้ก่อตั้ง elBulli ภัตตาคารระดับโลกที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ 3 ดาว

กุนซือสมองใสของ แมนฯ ซิตี้ นั่งรำลึกความหลังเมื่อครั้งที่ตัวเขาและ ครัฟฟ์ เคยไปนั่งรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้าน elBulli ก่อนออกสตาร์ทซีซั่นใหม่ทุกปีในอดีต และเผยที่มาของการสะดุดใจไปกับความคิดสร้างสรรค์ของชาย 2 คนนั้น “ทั้งคู่มีความอัจฉริยะที่แท้จริงดังนั้นพวกเขาจึงเป็นผู้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง พวกเขาคือคนประเภทที่ว่า หากเรากำลังอยู่ท่ามกลางทะเลทราย พวกเขาก็คงจะสร้างบางอย่างขึ้นมาโดยที่ผู้คนอีกนับล้านจะเริ่มทำตามพวกเขา” แต่ แมนฯ ซิตี้ ก็ไม่ใช่พื้นที่แห้งแล้งกลางทะเลทราย แต่มันคือสถานที่ที่เพียบพร้อมสำหรับจินตนาการอันกว้างไกลของ กวาร์ดิโอล่า ที่จะสร้างสรรค์บางสิ่งอย่างให้กับสโมสรและวงการฟุตบอลในอังกฤษ ซิตี้ เคยคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาแล้ว 4 ครั้งก่อนที่ กวาร์ดิโอล่า จะก้าวเข้ามา และแม้พวกเขาจะมีกำลังทรัพย์และประวัติศาสตร์ของตนเองอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า เขาไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่กำลังทำให้สโมสรก้าวขึ้นมาเป็นทีมอันดับ 1 ของเมือง แต่กำลังทำให้ที่นี่กลายเป็นอาณาจักรแห่งลูกหนัง

จุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

ทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ เรือใบสีฟ้า ในขณะนี้ กำลังสะท้อนให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นแห่งช่วงเวลาครองความยิ่งใหญ่ภายในประเทศของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ภายใต้อาณาจักรของเขาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และก็คงเหมือนกับฮีโร่ในดวงใจของเขา กวาร์ดิโอล่า กำลังสร้างบางสิ่งอย่างขึ้นมาเช่นกันทั้งจากร่างกายและจิตใจอันแรงกล้า เขากำลังจะเนรมิตรผลงานระดับมาสเตอร์พีซขึ้นในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ

ดังนั้นสิ่งที่เขากำลังทำคือการเปลี่ยนแปลงทีม จากอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งหลังการคว้าแชมป์ของ ซิตี้ ผลงานของพวกเขาจะค่อยๆถดถอยลงไปในฤดูกาลต่อมา นับจากครั้งแรกที่ทีมคว้าแชมป์ในปี 1937 อาร์เซน่อล ก็เป็นฝ่ายได้แชมป์ในปี 1938 เมื่อพวกเขาได้แชมป์ในปี 1968 ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็ผงาดขึ้นมาแทนที่ในปี 1969 และเมื่อทีมกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งในปี 2012 และ 2014 ก็ต้องถูกคู่แข่งอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี แย่งความสำเร็จไปในปี 2013 และ 2015 ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่คู่ต่อสู้เริ่มขยับตัวไปข้างหน้า พวกเขาเหมือนจะย่ำอยู่กับที่หรือก้าวถอยหลังลงไป แม้ภายหลังการเข้าครอบครองสโมสรของ ชีค มานซูร์ ในปี 2008 จนทำให้ทีมมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของความพยายามในการป้องกันแชมป์ที่เห็นได้เด่นชัดเลยซักครั้ง จนทุกสิ่งก็ได้เปลี่ยนไปในวันนี้ ทีมของ กวาร์ดิโอล่า กำลังอยู่บนเส้นทางของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ จากการทำลายสถิติและผงาดขึ้นครองบัลลังก์แชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ในซีซั่นที่แล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นทีมที่ลงเล่นได้อย่างหิวกระหายในชัยชนะ พวกเขาลงสนามด้วยจุดมุ่งหมายที่หวังจะผูกขาดความสำเร็จใน พรีเมียร์ลีก ไปอีกนานนับปี

หลังจากมีช่วงที่สะดุดไปบ้างเล็กน้อย ตลอดระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเขากลับมาโชว์ฟอร์มร้อนแรงได้อีกครั้ง การประสานงานในสนามบวกกับเกมรุกอันเชี่ยวกรากก็ทำให้ทีมไล่ถล่ม เบิร์นลี่ย์ แบบหาทางกลับบ้านไม่ถูก และยังโชว์ฟอร์มหรูนอกบ้านด้วยการบุกไปสอนบอล ชัคตาร์ โดเนตส์ค ถึง ยูเครน ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการเป็นทีมแรกในรอบทศวรรษที่จะสามารถป้องกันแชมป์ลีกได้ เนื่องจาก ลิเวอร์พูล ที่กำลังทำตัวเป็นเหมือนกระดูกชิ้นโต อีกทั้ง เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ก็ยังคงรักษาสถิติไร้พ่ายเอาไว้ได้ และยังมี อาร์เซน่อล ที่พึ่งสร้างสถิติชนะรวด 11 เกมในทุกรายการ รวมถึง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่มีโปรแกรมจะต้องเผชิญหน้ากันที่ เวมบลีย์ ในคืนวันจันทร์นี้ แต่หลังจากผ่านพ้นระยะทาง 1 ใน 4 ของฤดูกาลมาแล้ว ซิตี้ สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคสำคัญข้อหนึ่งไปได้ นั่นคือการรับมือกับการขาดหายไปของ เควิน เดอ บรอยน์ ทั้งๆที่เขาคือขุมกำลังสำคัญอันดับต้นๆหลังได้รับบาดเจ็บตรงเอ็นข้อหัวเข่าจนต้องพักยาวไปร่วม 2 เดือน ในขณะที่พวกเขากลับสามารถรั้งอยู่บนตำแหน่งหัวตารางได้อย่างต่อเนื่องซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งภายในทีม จากที่หลายๆคนคิดว่าอาการบาดเจ็บของ มิดฟิลด์ชาวเบลเยี่ยม ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม จะส่งผลกระทบต่อการออกสตาร์ทซีซั่นของพวกเขา แต่กลับกลายเป็นว่ามันได้แปรเปลี่ยนเป็นแรงฮึดที่จะพยายามเดินตามรอยความสำเร็จจากซีซั่นที่แล้วในการคว้าแชมป์แบบขาดลอยด้วยแต้มที่นำห่างคู่แข่งถึง 19 คะแนน

แข้งเทพที่เรือใบสีฟ้าขาดไม่ได้ เดอ บรอยน์

แข้งเทพที่เรือใบสีฟ้าขาดไม่ได้ เดอ บรอยน์

เดอ บรอยน์ คือผู้เล่นที่ดีที่สุดของ แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา จนกระทั่งการหวนกลับคืนสู่สนามอีกครั้งในเกมกับ เบิร์นลี่ย์ ก็เหมือนจะสะท้อนให้เห็นว่าผู้เล่นคนอื่นๆแทบจะไม่ได้คิดถึงจังหวะการทำเกมของเขาเลย เนื่องจากความจริงที่ว่าภายในทีมยังมีนักเตะระดับท็อปคลาสคนอื่นๆที่พร้อมจะทำหน้าที่ทดแทนกันในทุกตำแหน่ง

พวกเขาเป็นทีมที่มีกระเป๋าหนักที่สุดในลีกแถมยังมีโค้ชที่ดีที่สุดคนหนึ่งอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายๆคนจะคาดหวังถึงผลลัพธ์ที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า และก็คงไม่ผิดนักหากจะพูดว่าพวกเขาน่าจะเป็นทีมที่ไร้เทียมทาน แต่ในความเป็นจริงพวกเขายังก็ยังคงมีจุดอ่อนอยู่ อาจจะมีคู่ต่อสู้บางรายที่สามารถเล่นงานพวกเขาได้แต่คงยากที่จะมีใครสยบพวกเขาได้แบบราบคาบ และทีมเหล่านั้นก็คงต้องมีความพิเศษอะไรบางอย่างถึงจะสามารถกระชากแชมป์ไปจากพวกเขาในซีซั่นนี้ได้ และหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ กวาร์ดิโอล่า จากบทสนทนาทางสถานีวิทยุกับ กีเยม บาลาเก้ กูรูลูกหนังแดนกระทิงดุ ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ กุนซือเลือดกาตาลัน ที่มีต่อ แมนฯ ซิตี้ และทำไมเขาถึงสร้างสิ่งที่แตกต่างขึ้นมาได้ โดยสามารถสรุปคร่าวๆได้ว่า เขายอมทุ่มเทให้กับสโมสรในแนวทางที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่เคยทำกับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างเช่น ในขณะที่ กวาร์ดิโอล่า เลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองและมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมที่นี่ แต่ มูรินโญ่ กลับเลือกที่จะพักอาศัยอยู่ในโรงแรม

“สถิติและตัวเลขเป็นสิ่งที่ดี แต่ตัวเลขอะไรพวกนี้ไม่ใช่แพสชั่น มันคงจะดีกว่าหากได้พูดอะไรหลังจากผ่านไป 10 ปีว่า ‘ผมจดจำนัดชิงนี้ได้และเราเล่นกันได้ดีแค่ไหน’ เพื่อเป็นการรำลึกถึงแนวทางที่เราได้ทำไว้ ครัฟฟ์ ช่วยทำให้ผมหลงรักในเกมนี้ หลงรักในฟุตบอล และเพื่อที่จะเทหัวใจให้กับมันคุณก็ต้องเข้าใจมัน” กวาร์ดิโอล่า ได้กล่าวเอาไว้

จุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด