ความพ่ายแพ้นัดแรกของลิเวอร์พูล

การวางแผนงานของ คล็อปป์

เกมคาราบาว คัพ ของอังกฤษ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา คู่เอกคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากการเปิดรังแอนฟิลด์ของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ต้อนรับการเยือนของ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี แม้รู้ดีว่าทั้งสองทีมอาจจัดทีมสำรองลงสนามเป็นส่วนใหญ่ ทว่าอัตราความมันส์และการไม่ยอมกันในฐานะเป็นทีมใหญ่ก็ช่วยให้เกมนี้มันสนุกเร้าอารมณ์ได้มากเหมือนเดิม ก่อนท้ายที่สุดจะเป็นลูกทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ บุกมายัดเยียดความปราชัยคาถิ่นได้สำเร็จ แถมยังถือเป็นการแพ้นัดแรกในซีซั่นของลิเวอร์พูลด้วย

การวางแผนงานของ คล็อปป์

เกมนี้ต้องบอกว่าการวางแผนของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังคงเน้นเกมรุกเหมือนเดิม แม้ว่าเขาไมได้ส่งตัวจริงหลายคนลงสนามในช่วงแรก เกมผลัดกันบุกอย่างสูสี แต่ดูช่วงต้น ๆ จะเป็นผู้มาเยือนทำผลงานได้ดีกว่า มีโอกาสจบสกอร์หลายครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ ทำให้จบครึ่งแรกยังเสมอกันอยู่ 0-0 ครึ่งหลังกลับเป็นลิเวอร์พูลที่ทำเกมได้เหนือชั้นกว่ามาก บุกขึ้นมาและพยายามจบสกอร์อยู่หลายครั้งจนในที่สุด แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ก็ยิงสุดสวยให้ทีมขึ้นนำก่อน 1-0 ในนาที 58 แถมเมื่อได้ประตูขึ้นนำ รูปเกมของพวกเขายังเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดจนใคร ๆ ก็คิดว่าลูกสองต้องตามมาในไม่ช้า

แต่แล้วนาที 79 เป็นทางด้าน เอเมอร์สัน ยิงตีเสมอให้เชลซีเป็น 1-1 เท่านั้นไม่พอนาที 85 เอเด็น อาซาร์ เลื้อยผ่านแนวรับลิเวอร์พูลก่อนยิงประตูนำชัยให้กับทีมเยือนเอาชนะไปได้ 1-2 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป ส่วนพลพรรค “หงส์แดง” ก็ต้องตกรอบไปตามระเบียบและถือเป็นการพ่ายแพ้ที่น่าเสียดายมาก ๆ สำหรับแฟนบอล เพราะเกมดีกว่าในหลาย ๆ จังหวะ กระนั้นพวกเขาจะได้มีโอกาสแก้มืออีกครั้งเป็นเกมลีกสุดสัปดาห์นี้แต่จะเปลี่ยนสนามไปทางสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเชลซีบ้าง

เชื่อว่าแม้แฟนบอลลิเวอร์พูลหลายคนจะบอกว่าพวกเขาไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ลึก ๆ มันก็แอบเสียดายอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่ต้องจับมาเจอกับเชลซีเร็วขนาดนี้ ทว่าแม้การตกรอบครั้งนี้อาจทำให้พวกเขาเซ็ง ๆ กันหน่อย แต่เมื่อมองไปข้างหน้ากับฟุตบอลอีกหลายรายการที่รออยู่ บางทีมันอาจเป็นเรื่องดีก็ได้กับการชิงตกรอบไปก่อนเลย แมตช์แข่งขันจะได้น้อยลง โอกาสไปทุ่มกับเกมใหญ่ ๆ ก็มีมากขึ้น อีกทั้งการคว้าแชมป์ลีกคือเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาในตอนนี้ต่างหาก

ความพ่ายแพ้นัดแรกของลิเวอร์พูล