ซาร์รี่ กับยุทธวิธีพาสิงห์บลูส์คำรามกึกก้อง

ชายผู้ฝังตัวเองอยู่กับสนามซ้อม

แม้ เมาริซิโอ ซาร์รี่ จะนำพานักเตะ เชลซี ลงสนามในเกม พรีเมียร์ลีก ไป แต่จากผลงานอันยอดเยี่ยมที่เกาะอยู่ในกลุ่มนำ โดยสามารถรั้งอยู่ในอันดับที่ 2 และทำคะแนนได้เท่ากับ แมนฯ ซิตี้ ทีมจ่าฝูง และ ลิเวอร์พูล แต่เฉือนกันเพียงผลต่างประตูได้เสียเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จะมีเสียงแซ่ซ้องดังออกมาจากภายในรั้ว สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังจากที่มันเคยเงียบเหงาลงไปในซีซั่นที่แล้ว ทั้งการปลุกเร้าจิตใจนักเตะและการปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นที่สร้างผลงานออกมาได้อย่างน่าเกรงขาม ล้วนเกิดขึ้นภายในเวลาไม่นาน อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปภายในทีมของ สิงห์บลูส์ ในซีซั่นนี้? และ ซาร์รี่ ใช้วิธีไหนในการจัดการกับสิ่งเหล่านั้น?

กุนซือสายชิลล์ผู้จับต้องได้

เดิมทีนอกจาก ซาร์รี่ ก็ยังมี โธมัส ทูเคิ่ล อดีตกุนซือของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ หลุยส์ เอ็นริเก้ ผู้ที่เคยพา บาร์เซโลน่า กวาดทริปเปิ้ลแชมป์มาแล้ว ที่ตกอยู่ในลิสต์ผู้จะเข้ามาสนาต่องานของ อันโตนิโอ คอนเต้ หากแต่ด้วยสไตล์การคุมทีมและผลงานในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้ เฮดโค้ชชาวอิตาเลียน กลายเป็นเป้าหมายหลักของ เชลซี อดีตนายธนาคารผู้ขึ้นชื่อเรื่องการถือโชคลางไม่แพ้กับการเป็นสิงห์อมควัน เริ่มหันเหมาจับงานที่ตนเองใฝ่ฝันไว้เอาเมื่อตอนที่อายุแตะหลัก 4 ไปแล้ว จนกระทั่งโปรไฟล์ก่อนหน้านี้ในการคุมทีมบ้านเกิดที่ เนเปิ้ลส์ ก็ทำให้เขาได้รับการยกย่องจากผลงานในสนามและการปฏิบัติตัวเป็นอันมาก

อาร์ริโก้ ซาคคี่ กุนซือระดับตำนานผู้เคยพา เอซี มิลาน คว้าแชมป์ยุโรป 2 สมัย ออกมาให้คำนิยามสั้นๆแก่ ซาร์รี่ ว่า “อัจฉริยะ” ในขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็เคยพูดถึงเขาว่า “เป็นที่รักยิ่งใน นาโปลี” หลังพา แมนฯ ซิตี้ เผชิญหน้ากับทีมรองแชมป์ เซเรีย อา ในซีซั่นที่แล้ว ในขณะที่โค้ชฝีมือดีทั้งสามคนเคยร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเย็นด้วยกันมาแล้วในช่วงซัมเมอร์ ระหว่างที่มีการประโคมข่าวว่า ซาร์รี่ กำลังเตรียมตัวจะย้ายออกจาก นาโปลี หลังพาทีมทำแต้มตามหลัง ยูเวนตุส ที่สามารถคว้า สคูเด็ตโต้ ไปครองเป็นสมัยที่ 7 ติดต่อกันเพียงแค่ 4 คะแนน แม้เส้นทางการเป็นโค้ชของ ซาร์รี่ จะเริ่มต้นขึ้นอย่างราบเรียบ แต่ก็กลับพุ่งทะยานขึ้นสูงภายในช่วงเวลาไม่กี่ปีให้หลัง จากที่ 4 ปีก่อนหน้านี้เขายังคงทำหน้าที่ให้กับทีมไม้ประดับอย่าง เอ็มโปลี ก่อนจะมาสร้างผลงานเป๊ะปังกับ นาโปลี จนได้รับรางวัล โค้ชยอดเยี่ยม เซเรีย อา ในปี 2017 ด้วยแนวทางการทำงานและสไตล์การเล่นอันมีเสน่ห์ของเขา ก็ไปสะดุดสายตาของ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีม เชลซี เข้าอย่างจัง แม้เขาอาจจะยังไม่เคยคว้าถ้วยรางวัลใดๆมาประดับชื่อ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรจากการที่ “เสี่ยหมี” มองว่าเขาคือโค้ชที่ต้องการจะพิสูจน์ตัวเอง และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ด้วยบุคลิกส่วนตัวของ ซาร์รี่ ก็ทำให้เชื่อได้ว่าคงมีโอกาสอันน้อยนิดที่อยู่ไปอยู่มาแล้วเขาจะพาตัวเองเข้ามาพัวพันกับปัญหาตึงเครียดอย่างที่เคยเกิดขึ้นในสโมสรเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ คอนเต้ ต้องกระเด็นหลุดออกจากตำแหน่ง

ผู้ที่ใกล้ชิดกับเขาหลายคนเชื่อว่า สิ่งที่จะทำให้เขามีความสุขที่สุดก็คงมีเพียงแค่ การได้วางพิมพ์เขียวแนวทางการเล่นของตนเองกับนักเตะด้วยการปฏิบัติตัวแบบเป็นกันเองกับลูกทีมในสนามซ้อม แน่นอนว่าเขาอาจจะมีเป้าหมายในตลาดนักเตะที่อยู่ในใจบ้าง แต่เขาก็ไม่ใช่คนประเภทยอมหักไม่ยอมงอแบบ คอนเต้ ที่จะออกอาการอย่างเห็นได้ชัดทันทีหากทีมไม่สามารถคว้าเป้าหมายอันดับ 1 มาให้เขา อันที่จริงดูเหมือนว่า ซาร์รี่ จะไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายเลยเกี่ยวกับการโยกย้ายผู้เล่น อย่างไรก็ตาม เชลซี ก็ช่วยสนับสนุนเขาอยู่ไม่น้อย ทั้งการย้ายเข้ามาของ จอร์จินโญ่ ดาวเตะคู่บุญที่ติดสอยห้อยตามกันมาจาก นาโปลี ที่ยังเป็นการปาดหน้าคู่แข่งอย่าง แมนฯ ซิตี้ อีกด้วย รวมถึงการทุ่มเงิน 71 ล้านปอนด์เพื่อสร้างสถิติโลกในการคว้าตัว เกปา อาร์ริซาบาลาก้า นายทวารหนุ่มอนาคตไกล มาจาก แอธเลติก บิลเบา หลังสโมสรยอมตัดใจปล่อยตัว ติโบต์ กูร์กตัวส์ ออกไปให้กับ เรอัล มาดริด

จนกระทั่ง ซาร์รี่ ก็ได้กลายเป็นที่รู้จักกันดีภายในทีม ถึงการเป็นคนที่ไปไหนไปกัน เข้าถึงง่าย และมากไปด้วยอารมณ์ขัน อีกทั้งยังสามารถสร้างสัมพันธ์อันดีกับ อบราโมวิช และ มาริน่า กรานอฟสกาย่า ผอ.สาวสวยสุดเฮียบ ได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้ชีวิตการทำงานของเขาที่ ลอนดอน เริ่มต้นได้อย่างสดใส ในขณะที่ทางสโมสรก็ช่วยจัดแจงเคลียร์ปัญหาที่พัวพันติดค้างมาจาก อิตาลี ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องละเมิดทางเพศและการเป็นพวกรักร่วมเพศ ซึ่งหลังจากหลุดพ้นปัญหาจุกจิกกวนใจเหล่านี้ เขาก็สามารถสร้างผลงานอันตราตรึงใจในเวที พรีเมียร์ลีก ได้ในทันที ซาร์รี่ เป็นคนที่สนใจในเรื่องการเมือง โดยเฉพาะจากตัวตนของเขาที่อยู่ฝั่งเสรีนิยม และยังเป็นคนที่ดื่มด่ำไปกับภาพยนตร์เรื่องโปรด รวมถึงบทกวีและหนังสือต่างๆ

ซาร์รี่ กับยุทธวิธีพาสิงห์บลูส์คำรามกึกก้อง

ชายผู้ฝังตัวเองอยู่กับสนามซ้อม

จากพื้นฐานเดิมที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการลงทุนอัตราแลกเปลี่ยน ที่ทำให้เขาถนัดการบริหารจัดการสิ่งต่างๆในภาพรวม จนทำให้ ซาร์รี่ ใช้เวลาส่วนใหญ่ถึง 14 ชม.ในแต่ละวันที่สนามฝึกซ้อม ค็อบแฮม ของ เชลซี นับตั้งแต่ก้าวเข้ามารับตำแหน่ง สเตฟาโน่ โบลดรินี่ เหยี่ยวข่าวประจำกรุงลอนดอนของนสพ. กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต ได้บอกกับผู้สื่อข่าว บีบีซี สปอร์ต ไว้ว่า “หาก คอนเต้ ใช้เวลา 24 ชม.ต่อวันแล้ว สำหรับ ซาร์รี่ ก็คงจะเป็น 48 ชม.ต่อวัน”

“ในช่วงเวลา 2 เดือนแรกกับ เชลซี เขาใช้เวลาตั้งแต่ 10 ถึง 14 ชม.ต่อวันวนเวียนอยู่ระหว่างสนามซ้อมกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือทีวีเพื่อเฝ้าดูคู่แข่งทีมอื่นๆ เพราะ ลีกอังกฤษ เป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา” ซาร์รี่ ยังเป็นคนที่มีแนวทางการบริหารทีมแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าเจ้าของตำแหน่งคนเก่า โดยที่ โบลดินี่ ได้เสริมมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“สำหรับ คอนเต้ ทุกอย่างจะเป็นไปในแนวตั้ง เขาคือบอสและเขาคือเจ้านายแต่เพียงผู้เดียว ส่วน ซาร์รี่ จะเป็นคนที่เปิดกว้าง เขาจะพูดคุยกับผู้ช่วยของเขาในแต่ละวันก่อนที่เขาจะเป็นคนตัดสินใจในท้ายที่สุด เขายังยอมรับฟังและมักจะพูดคุยกับพวกนักเตะ ในขณะที่ คอนเต้ พูดว่า ฉันเป็นเจ้านาย ฉันคือคนตัดสินใจ แต่ทางฝั่ง ซาร์รี่ จะพูดว่า ฉันเป็นเจ้านาย แต่ฉันจะปรึกษากับพวกคุณ บางครั้งด้วยสไตล์ของ คอนเต้ อาจจะได้ผลที่ดีกว่าหากแสดงออกจากบุคลิกภาพที่แตกต่างออกไป แต่สำหรับ ซาร์รี่ ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง และก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราว” ด้วยสไตล์อันแข็งกร้าวของ อดีตกุนซือยูเวนตุส ได้สร้างบรรยากาศตึงเครียดภายในทีมเอาไว้มากมายตลอดฤดูกาลก่อน และส่งผลกระทบต่างๆออกมา อย่างในกรณีของ วิลเลี่ยน ที่เคยออกมาประกาศว่า เขาต้องการจะย้ายทีมหาก คอนเต้ ยังคงอยู่ต่อไป แต่สไตล์การทำงานของ ซาร์รี่ ก็ทำให้บรรยากาศใน ค็อบแฮม กลายเป็นสถานที่ที่ดูผ่อนคลายขึ้น และเขายังยินดีที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนภายในสโมสร หากแต่เขาจะไม่ยอมเสียเวลาเกาะติดอยู่กับมุมใดมุมหนึ่งที่จะทำให้เขาต้องคอยอยู่ห่างจากสนามซ้อม หรือศูนย์ฝึกที่เป็นสถานที่ทำงานในเชิงลึก แม้จะมี จานฟรังโก้ โซล่า ตำนานแข้งของทีม มารับบทบาทผู้ช่วยและคอยเป็นปากเสียงให้กับเขา แต่โดยปกติแล้วเขาจะเป็นผู้นำของการฝึกซ้อมในแต่ละวัน

เติมความหวานให้กับชีวิตซะบ้าง

เมื่อตอนที่นักเตะ สิงห์บลูส์ ทยอยเข้ามายังมุมพักเบรกของโรงแรมที่พักใน ออสเตรีย เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2016 ก่อนจะพบว่าสิ่งที่รายล้อมอยู่ตรงหน้าล้วนเป็นพวกเมล็ดพืช ถั่วต่างๆ และผลไม้แห้ง จนทำให้เชื่อว่าบางคนอาจกำลังไม่แน่ใจว่าตนเองเดินมาถูกที่หรือเปล่า แต่นั่นก็คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจากกฎระเบียบอันเคร่งครัดในเรื่องการควบคุมน้ำหนักผู้เล่นภายในทีมของ คอนเต้ ซึ่งอันที่จริงแล้วใครเลยจะกล้าสงสัยกับผลลัพธ์ที่ได้มา จากการคว้าโทรฟี่ พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอ คัพ มาประดับอยู่ในรั้ว สแตมฟอร์ด บริดจ์ ภายในช่วงเวลา 2 ปีของเขา

หากแต่ ซาร์รี่ ก็ได้ทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป ระเบียบวินัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับข้อปฏิบัติของเขา แต่กฎระเบียบถูกปรับให้ยืดหยุ่นขึ้น จนทำให้บรรยากาศตึงเครียดที่เกิดขึ้นบางครั้งใน ค็อบแฮม เริ่มมีทิศทางที่เปลี่ยนไปหลังการเปลี่ยนถ่ายเก้าอี้กุนซือ ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งจากปากของ ซาร์รี่ ก็คือ เขาต้องการให้ ค็อบแฮม เป็นสถานที่ที่นักเตะต้องการมาทำงาน และเป็นไปอย่างจริงจังแต่ก็ต้องมีความสนุกสนานปนไปด้วย

บรรดาเครื่องเคียงและของกินที่สร้างสีสันก็ยังหวนคืนกลับสู่โต๊ะอาหารของพวกเขา ทั้ง ซอสมะเขือเทศ เกลือ และ เนย นอกจากนี้เชฟประจำทีมยังเตรียมเค้กไว้ให้ผู้เล่นกินกันยามผ่อนคลาย และบ่อยครั้งในทริปที่ต้องออกไปเยือนคู่แข่งนอกบ้านจะมีเมนูตบท้ายเป็นไอศกรีมเพื่อคืนความสดชื่นให้กับนักเตะ ซาร์รี่ ให้ความไว้วางใจกับลูกทีมว่าจะรู้จักควบคุมตนเองและพร้อมจะลงมือจัดการหากพวกเขาทำอะไรล้ำเส้น และไม่เพียงแต่เฉพาะในส่วนของเมนูบนโต๊ะอาหาร แต่ยังมีการเพิ่มเติมไปถึงเรื่องราวของการฝึกซ้อม ในช่วงหลายปีให้หลัง ไม่เพียงแต่เฉพาะในยุคของ คอนเต้ นักเตะทีม เชลซี มักจะต้องมารวมตัวกันที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพื่อเดินทางไปที่โรงแรมประจำทีมในคืนก่อนแข่งเกมเหย้า ซึ่งแต่ละคนก็จะแยกย้ายกันเข้าห้องพักหลังร่วมรับประทานอาหารเย็นที่ต่อด้วยการประชุมทีม

ก่อนที่เช้าวันต่อมาจะมีโปรแกรมให้พวกเขาออกเดินและยืดเส้นยืดสายอยู่ในบริเวณท่าเรือ เชลซี แต่มันก็มีช่วงเวลาว่างเปล่าเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งหลายครั้งก็นำพาไปสู่ความหงุดหงิดใจ จนกระทั่ง ซาร์รี่ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมปฏิบัติข้อนี้ โดยที่เขาไว้ใจให้ผู้เล่นพักอยู่ที่บ้านกับครอบครัวในคืนก่อนนัดเหย้า ซึ่งถือเป็นการซื้อใจอันยอดเยี่ยมและทำให้เขาได้รับการยอมรับจากลูกทีมภายในเวลาอันรวดเร็ว จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้บรรยากาศภายในทีมซีซั่นนี้ดูแฮปปี้กันมากขึ้น โดยสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดจากผลงานออกสตาร์ทอันยอดเยี่ยมใน พรีเมียร์ลีก ที่พวกเขาสามารถรักษาสถิติไร้พ่ายได้ตลอดในช่วง 8 เกมแรก และยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 4 ในรายการ ลีก คัพ จากการบุกไปเอาชนะ ลิเวอร์พูล ถึงถิ่น แอนฟิลด์

กุนซือสายชิลล์ผู้จับต้องได้

การพลิกรูปแบบในทีมสิงห์บลูส์

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือทีมหงส์แดง ก็เป็นอีกหนึ่งเพื่อนร่วมอาชีพที่ออกมาแสดงความชื่นชมถึงการทำงานของ ซาร์รี่ โดยเฉพาะการปรับรูปแบบของทีมในสนาม “ภายในช่วงเวลาอันสั้น มันเป็นการปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นครั้งใหญ่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา ว้าว มันเป็นสไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สุดยอดผจก.ทีมตัวจริง”

และสิ่งที่ ซาร์รี่ ลงมือทำจนส่งผลให้หนึ่งในเฮดโค้ชที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของวงการต้องซูฮกก็คือ การปรับเปลี่ยนแผนการเล่นจาก 3-4-3 ของ คอนเต้ ไปเป็น 4-3-3 พร้อมรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆที่ทำให้แผน “ซาร์รี่ บอล” เริ่มกลายเป็นที่จับตามมองขึ้นมา

ซาร์รี่ ขยับแนวต่อบอลในสนามของ เดอะ บลูส์ ให้สูงขึ้นจากซีซั่นที่ผ่านมาประมาณ 3 เมตร โดยเฉลี่ยแล้วในฤดูกาล 2017-18 จังหวะต่อเนื่องในการครองบอลของพวกเขาจะอยู่ห่างจากหน้าปากประตูตัวเอง 40.9 เมตร และอยู่ในอันดับ 8 จากทีมทั้งหมด แต่ในซีซั่นปัจจุบันค่าเฉลี่ยของพวกเขาอยู่ที่ 44.1 เมตร ซึ่งเป็นรองเพียงแค่ แมนฯ ซิตี้ เท่านั้น จากการดันตำแหน่งให้สูงขึ้น ทำให้ เดอะ บลูส์ จำกัดระยะทางการต่อบอลขึ้นเกมรุกของทีมคู่แข่งให้อยู่ที่ค่าเฉลี่ย 10.13 เมตร ก่อนจะถูกสกัดกั้นด้วยแนวรับของพวกเขา ซึ่งกลายเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ในขณะนี้ และหากเปรียบเทียบกับซีซั่นที่แล้วตัวเลขของพวกเขาอยู่ที่ 12.8 เมตร และอยู่ในอันดับที่ 8 โดยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทีมอย่าง บอร์นมัธ, เซาแธมป์ตัน และ วัตฟอร์ด

“ผมชอบที่จะเล่นเกมรับให้ไกลจากประตูที่สุด มันเป็นอะไรที่แตกต่าง คุณจะเห็นการเพรสซิ่งที่สูงมากของพวกเรารวมถึงแนวรับที่ลอยอยู่สูงลิบ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ มันเวิร์คเพราะเขาบอกคุณทุกอย่างถึงสิ่งที่เขาต้องการอย่างชัดเจน และเราก็มีการวิเคราะห์กันในทุกๆเกมเพื่อดูว่าจะปรับปรุงตรงส่วนไหนได้อีก เพื่อป้องกันความผิดพลาดเขาบอกให้เราต้องมุ่งสายตาไปที่บอลและคอยกดดันให้สูง และเรากำลังขะมักเขม้นในการฝึกซ้อมเพื่อทำมันออกมาให้ดีที่สุด” เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า กองหลังชาวสเปนที่อยู่กับสโมสรมานาน 6 ปี ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

และสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ก็คือแนวทางการเก็บบอลของทีม จากสถิติอันเป็นไฮไลท์สำคัญในเกมกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นว่ามีการผ่านบอลจาก จอร์จินโญ่ ถึง 180 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดของ พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ที่มีการให้ ออปต้า เข้ามาเป็นผู้เก็บฐานข้อมูลของการแข่งขัน มันกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ทีมของ ซาร์รี่ มีจังหวะการครองบอลที่เพิ่มมากขึ้นและเล่นฟุตบอลในสไตล์ไดเร็คท์ที่ลดลง จากฤดูกาลที่แล้ว เชลซี มีการต่อบอลที่มากกว่า 10 จังหวะขึ้นไปโดยเฉลี่ย 14 ครั้งต่อเกม แต่ในซีซั่นนี้ตัวเลขดังกล่าวพุ่งทะยานขึ้นเป็นเฉลี่ย 25 ครั้งต่อเกม และจากผลรวมของการต่อบอลมากกว่า 10 จังหวะของพวกเขาที่ 147 ครั้ง ก็ตกเป็นรองเพียงแค่ แมนฯ ซิตี้ เท่านั้น โดยที่มีตัวเลขยอดรวมสูงกว่า อาร์เซน่อล ถึง 2 เท่า

เอแด็น อาซาร์ ฮีโร่ในเกมเฉือนชนะ ลิเวอร์พูล ที่ แอนฟิลด์ ผู้ที่ค่อยๆถูก ซาร์รี่ ปล่อยลงสนามเป็นตัวจริงในภายหลังจากที่เรียกความฟิตกลับมาเต็มที่ ได้พูดถึงแนวทางการเล่นในซีซั่นนี้ว่า “ผมขอบในการได้ครอบครองบอลที่ไม่ใช่ในแดนของตนเองแต่เป็นในระยะ 30 เมตรสุดท้าย ผมชอบเกมในรูปแบบนั้น มันเป็นอะไรที่แตกต่างออกไปเลยจากแนวทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ และ อันโตนิโอ คอนเต้

ความสำเร็จที่จะตามมา ?

เชลซี ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมใดๆให้กับการทำงานของเขา สิ่งที่สโมสรคาดหวังในตอนนี้คือการได้เห็นทีมร่วมขับเคี่ยวในถ้วยรางวัลใหญ่ รวมถึงในรายการ แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปจนถึงช่วงท้ายฤดูกาล การก้าวเข้าสู่หนึ่งในสโมสรที่มีประวัติการตั้งมาตรฐานหลากหลายระดับเช่นนี้ของ ซาร์รี่ ได้สร้างสร้างความประหลาดใจเล็กน้อยขึ้นภายใน อิตาลี หากแต่อีกในแง่มุมหนึ่ง เขาก็อาจกำลังเดินตามรอยอดีตกุนซือเพื่อนร่วมชาติที่เคยเข้ามาสร้างสีสันให้กับทีมอย่าง จานลูก้า วิอัลลี่, เคลาดิโอ รานิเอรี่, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ และ อันโตนิโอ คอนเต้

โบลดรินี่ ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อตอนเริ่มต้นมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา เพราะการทำงานกับ เชลซี ไม่ใช่เรื่องง่ายรวมถึงความคาดหวังที่ค่อนข้างสูง แต่หลังจากเวลาผ่านไป 2 เดือนผู้คนก็เริ่มคิดว่า มันเข้าท่าอยู่นะและเขาอาจจะประสบความสำเร็จก็ได้” แม้ พรีเมียร์ลีก จะพึ่งออกสตาร์ทไปได้เพียงแค่ 8 เกม แต่จากผลงานไร้พ่าย ชนะ 6 เสมอ 2 โดยยิงได้ 18 และเสียเพียงแค่ 5 ประตู บวกกับผลงานส่วนตัวของ อาซาร์ ที่กำลังเข้าฝัก จากการซัดไปแล้ว 7 ประตูจนนำเป็นดาวซัลโวอยู่ในขณะนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากแฟนบอล สิงห์บลูส์ จะเริ่มฝันไปไกลถึงความสำเร็จในช่วงท้ายฤดูกาลกันบ้างแล้ว

เติมความหวานให้กับชีวิตซะบ้าง