เมื่อสาวกปีศาจแดงก้มหน้ายอมรับการเป็นทีมเกรด B

เมื่อสาวกปีศาจแดงก้มหน้ายอมรับการเป็นทีมเกรด B

ความหวังและความทะเยอทะยานของ แมนฯ ยูไนเต็ด ภายในซีซั่นนี้ลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหาย อันมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากผลงานในสนามที่ 3 วันดี 4 วันไข้ จนกระทั่งล่าสุดทีมรั้งอยู่ในอันดับที่ 8 หลังผ่านพ้นเกมที่ 15 ไป แต่ในขณะที่แฟนๆทั่วทั้งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังคงส่งเสียงปรบมือกึงก้องหลังสิ้นเสียงนกหวีดในเกมนัดล่าสุดทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ พยายามกระเสือกกระสนไล่ตามตีเสมอ อาร์เซน่อล ผู้มาเยือนถึง 2 ครั้ง 2 ครา ก่อนจะรักษาหน้าได้ด้วยการแบ่งแต้มกับคู่ต่อสู้จาก ลอนดอน ไปได้ด้วยสกอร์ 2-2 แต่คำถามก็คือรีแอ็คชั่นเชิงบวกจากเหล่ากองเชียร์ในช่วงหลังเกมที่ผ่านมาคือการยอมรับถึงคุณภาพของทีมในปัจจุบันที่ค่อยๆห่างไกลจากกลุ่มทีมระดับหัวแถวเข้าไปทุกทีหรือไม่? ยูไนเต็ด มีแต้มตามหลัง เชลซี ทีมอันดับ 4 อยู่ 8 คะแนน และถูก แมนฯ ซิตี้ ทีมจ่าฝูงทิ้งห่างไปไกลลิบถึง 18 คะแนน และยังเป็น 1 ใน 2 ทีมที่อยู่ครึ่งบนของตาราง พรีเมียร์ลีก นอกจาก ไบรท์ตัน ที่มีผลต่างประตูได้เสียติดลบอยู่ในขณะนี้ หากมองลึกลงไปในรายละเอียด พวกเขาพึ่งเก็บได้เพียงแค่ 3 คะแนนจาก 4 นัดในลีกหลังสุด ซึ่งประกอบไปด้วยการพ่ายแพ้ให้กับ เรือใบสีฟ้า คู่ปรับร่วมเมือง ก่อนจะแบ่งแต้มได้แบบหืดจับในการพบกับ คริสตัล พาเลซ และ เซาแธมป์ตัน ถึงแม้ผลงานในช่วงที่ผ่านมาของพวกเขาจะมีส่วนที่น่ายกย่องจากความพยายามและหัวจิตหัวใจในการต่อสู้ แต่มันก็แทบจะไม่ได้แสดงออกถึงสัญญาณของการพัฒนาขึ้นมาเป็นทีมที่มีลุ้นในการคว้าถ้วยรางวัลใหญ่แต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเพียงพอที่จะได้เสียงตอบรับจากบรรดาแฟนบอลพันธุ์แท้ผู้ที่ยอมรับถึงสภาพความเป็นจริงของทีมในทุกวันนี้ เฮดโค้ชวัย 55 ปี ยังคงพยายามค้นหาทีมที่ดีที่สุดของเขาจนเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงไลน์อัพจากเกมที่จบลงด้วยผลเสมอ 2-2 กับ เซาแธมป์ตัน เมื่อวันเสาร์ที่แล้วไปถึง 7 ตำแหน่ง และไฮไลท์สำคัญในการพลิกโฉมหน้าทีมล่าสุดก็คือ เอริค ไบยี่ ที่กลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึง ดีโอโก้ ดาล็อต ซึ่งก็คู่ควรต่อการได้รับคำชมเชยจากเจ้านายของเขา แต่ความจริงที่โหดร้ายก็คือ ในขณะที่ลูกทีมของ มูรินโญ่ กลับมาลงสนามด้วยไฟที่ลุกโชนเต็มเปี่ยม จนปลุกให้ภาพในอดีตของเกมฟาดแข้งอันดุเดือดเลือดพล่านระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด vs อาร์เซน่อล กลับมาปรากฏต่อหน้าแฟนบอลที่คอยติดตามการแข่งขันอีกครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้ก็คงไม่ได้มีเรื่องราวที่ชวนให้อยู่ในความทรงจำซักเท่าใด มันกลายเป็นสิ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด และ มูรินโญ่ ต้องกล้ำกลืนฝืนทนยอมรับว่า ในเขณะนี้พวกเขาตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของ แมนฯ ซิตี้ อย่างเต็มตัวแล้ว หรือแม้แต่กระทั่ง ลิเวอร์พูล ศัตรูตัวฉกาจที่ก็ดูจะเหนือกว่าพวกเขาในทุกๆด้าน “ถึงเราจะไม่ได้แพ้ใครใน 4 เกมหลังสุด แต่มันคือผลลัพธ์ที่ย่ำแย่หรือไม่? คำตอบคือใช่ และถึงเราจะไม่ได้แพ้ใครมา 4 เกม แต่ก่อนหน้านั้นเราก็แพ้ให้กับ แมนฯ ซิตี้ มันคือความพ่ายแพ้ของพวกเราทุกคน” มูรินโญ่ ออกมายอมรับหลังเกมเสมอกับ อาร์เซน่อล แม้มันอาจไม่ใช่คำพูดที่จะสื่อสารถึงอาการถอดใจออกมาแบบตรงๆ แต่ก็ค่อนข้างชัดเจนว่ามันเป็นการแสดงออกของผจก.ทีมสุดห้าวที่ดูเจียมเนื้อเจียมตัวมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมา และดูเหมือนว่าบรรดากองเชียร์ ปีศาจแดง บางส่วนก็เริ่มจะคล้อยตามไปกับเขาเมื่อสังเกตจากท่าทีที่ยอมรับกับผลการแข่งขันที่ผ่านมา

คุณภาพที่แท้จริงของทีม

จุดเปลี่ยนสำคัญในเกมล่าสุดของ มูรินโญ่ คือการถอด 2 ผู้เล่นบิ๊กเนมอย่าง โรเมลู ลูกากู และ ปอล ป็อกบา ออกจากรายชื่อ 11 คนแรก ในขณะที่เขาได้เขียนลงในโน้ตของโปรแกรมการแข่งขันเอาไว้ว่า “ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ที่ไม่พร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างออกมา” แม้จะไม่มีการระบุออกมาอย่างชัดเจนว่าเขากำลังพูดถึง 2 ดาวดังที่ถูกเซ็นสัญญาเข้ามาด้วยค่าตัว 89 และ 75 ล้านปอนด์ตามลำดับก็ตาม แต่ข้อความนี้ก็ถูกส่งออกไปภายในทีมการกระทำของเขาถือเป็นการวางหมากที่กล้าท้าทายสำหรับผจก.ทีมที่รู้ดีถึงความเสี่ยงที่จะตามมาโดยเฉพาะหากทีมของเขาตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ในทางกลับกันก็ไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่าความพยายามวัดใจของเขาประสบผลสำเร็จได้ตรงตามเป้า เนื่องจากฟอร์มการเล่นของ ป็อกบา ก็ยังคงขึ้นๆลงๆเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ในขณะที่ ลูกากู ก็ก่อร้างสร้างกล้ามจนเกินไปและส่งผลให้ความว่องไวที่เคยเป็นหนึ่งในจุดเด่นของเขาแทบจะมลายหายสิ้น หรือแม้แต่ ดาบิด เด เคอา ป้อมปราการด่านสุดท้ายก็ดูจะมีฟอร์มการเซฟที่ต่ำลงกว่ามาตรฐานของตนเอง โดยหลังจากที่รับไปคนเดียวเต็มๆจากการป้องกันลูกโหม่งที่ดูไม่ค่อยมีพิษสงอะไรของ ชโคดราน มุสตาฟี่ เอาไว้ไม่อยู่จนทำให้ทีมเสียประตูแรก เขาถึงค่อยๆงัดฟอร์มเก่งออกมาช่วยป้องกันจังหวะเข้าทำของทีมเยือนได้ในหลายๆช็อต แม้จะดูไม่มีข้อกังขาใดๆในความมุ่งมั่นของบรรดาผู้เล่น ยูไนเต็ด ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความพยายามในการต่อสู้เพื่อผจก.ทีมของพวกเขา และในขณะที่เราก็สมควรจะมอบเครดิตให้กับผู้ที่สามารถต่อกรกับทีมที่สร้างสถิติไร้พ่ายมาแล้วถึง 20 นัดติดต่อกันในทุกรายการ แต่ปัญหาที่มองเห็นได้ชัดเจนก็คือพวกเขายังไม่มีอะไรดีพอที่จะไปเทียบเคียงกับทีมที่อยู่ในกลุ่มระดับท็อป และถึงแม้เกมรุกของ ปีศาจแดง จะดูไหลลื่นขึ้นเมื่อหันมาใช้งาน อองโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เจสซี่ ลินการ์ด แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถสลัดภาพของการเป็นทีมที่สร้างรูปเกมได้แบบทื่อๆอยู่ดี

เส้นทางในอนาคต

ทุกๆเกมนับจากนี้จะยิ่งแบกรับการเดิมพันที่สูงขึ้นสำหรับ ยูไนเต็ด และ มูรินโญ่ หากแต่คงไม่มีสัญญาณแห่งการต่อต้านที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมาซักเท่าไร ทีมคงไม่สามารถยอมรับผลการแข่งขันและรูปเกมที่ตกเป็นรอง ฟูแล่ม ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คืนวันเสาร์นี้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถเดินทางไปลงเตะเกมนัดส่งท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ บาเลนเซีย ได้อย่างไร้กังวลหลังผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากนั้นถึงจะเป็นบททดสอบที่สำคัญสำหรับ มูรินโญ่ ในการพาลูกทีมออกไปเยือนรัง แอนฟิลด์ เพื่อลงทำศึกแดงเดือดกับ ลิเวอร์พูล ในช่วงกลางเดือนธันวาคม หากเขาสามารถสร้างผลงานอันน่าประทับใจได้จากการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ยังรักษาสถิติไร้พ่ายในเกม พรีเมียร์ลีก ได้ในขณะนี้ ก็จะยิ่งเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นที่มีในตัวของ กุนซือชาวโปรตุเกส ในขณะที่ความพ่ายแพ้ก็อาจเป็นเพียงแค่ตัวชี้วัดความอดทนอดกลั้นของเขาเหมือนที่ผ่านๆมา อย่างไรก็ตามในเวลานี้ ทั้ง มูรินโญ่ และ สาวกปีศาจแดง ดูเหมือนจะต้องหวานอมขมกลืนยอมรับกับสภาพที่พวกเขากำลังตกลงไปเป็นทีมในระดับเกรด B เสียแล้ว