แมตช์อำลา รูนี่ย์ กับทีมสิงโตคำรามที่กำลังก้าวไปข้างหน้า

แมตช์อำลา รูนี่ย์ กับทีมสิงโตคำรามที่กำลังก้าวไปข้างหน้า

เสียงปรบมือของแฟนๆดังกึกก้องในค่ำคืนสุดท้ายแห่งการลงสนามรับใช้ชาติของ เวย์น รูนี่ย์ หลังเกมการแข่งขันผ่านพ้นไปจนถึงนาทีที่ 58 เสียงโห่ร้องของแฟนๆก็ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมๆกับการ สแตนดิ้ง โอเวชั่น ของฝูงชนที่พากันเข้ามาเป็นสักขีพยานในนัดนี้กันจนเกือบเต็มสนาม เวมบลีย์ ที่ช่วยเติมเต็มความทรงจำอันแสนหวานให้กับยอดแข้งที่กำลังก้าวลงมาในสนาม อดีตดาวยิงกัปตันทีม ยังดูไม่แตกต่างไปจากเดิม อาจมีบ้างที่เขาดูจะติดขัดเล็กน้อยกับ ทีมชาติอังกฤษ ยุคใหม่ที่ทั้งรวดเร็วและปราดเปรียว แอ็คชั่นแรกของเขาในเกมคือการถูก ดีอังเดร เยดลิน กระชากผ่านหน้าไปตรงบริเวณข้างสนาม จากนั้น รูนี่ย์ มีโอกาสเทคตัวขึ้นแย่งโหม่ง 2-3 จังหวะ ก่อนที่จะมีชายชุดแดงวิ่งลงมาในสนามตามด้วยเหล่าเจ้าหน้าที่ที่คอยไล่ตะครุบตัว ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจแฟนบอลวอนนาบีคนนี้ซักเท่าไร

ความสุขกับการกลับมาของ รูนี่ย์

การกลับมาของ รูนี่ย์ เป็นอะไรที่ชื่นมื่น สนุกสนาน และไม่มีเรื่องที่ชวนให้ประหลาดใจมากนัก บรรยากาศทั่วทั้งสนามในเกมนี้ให้ความรู้สึกอึกทึกรื่นเริงเหมือนกับงานเลี้ยงฉลองประจำหมู่บ้านมากกว่าการเป็นอีเว้นต์กีฬาระดับนานาชาติที่ดูล้ำสมัย ก่อนเกมจะเริ่มต้นขึ้น ดาวเตะวัย 33 ปี อุ้มลูกน้อยของเขาคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขนและรายล้อมไปด้วยลูกๆคนที่เหลือ ก่อนจะเดินผ่านซุ้มเกียรติยศที่ถูกจัดขึ้นกลางสนาม ซึ่งสิ่งที่ดูแปลกตาเล็กน้อยก็คือการที่มีเจ้าหน้าที่ทหารมารวมอยู่ในซุ้มของงานพิธีด้วย แน่นอนว่ามีเรื่องของการตลาดเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่อย่างที่เราน่าจะทราบกันดีว่าเกมลูกหนังในวันนี้ล้วนขับเคลื่อนไปด้วยกลไกทางการตลาด ดังนั้นหากในวันหนึ่งมีผู้คนมากพอที่พร้อมจะจ่ายเงินค่าตั๋วเข้ามาดู แอชลี่ย์ โคล แต่งชุดทหารองครักษ์พร้อมโชว์การเดาะถ้วยพุดดิ้งด้วยเท้าซ้าย ทางเอฟเอก็คงไม่ลังเลที่จะเนรมิตให้มันเป็นจริงขึ้นมา และแผนการในครั้งนี้ก็เป็นอะไรที่เวิร์คพอสมควร จากที่ก่อนหน้านั้น เวมบลีย์ เคยมีผู้ชมอยู่ราว 2 ใน 3 ของความจุ แต่ในเวลานี้เจ้าหน้าที่สนามต้องพึ่งพาชุดเครื่องขยายเสียงแบบจัดเต็มเพื่อต่อสู้กับเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มไปทั่วและให้แน่ใจว่ามันจะดังไปจนถึงบริเวณเก้าอี้ที่อยู่แถวบนสุด

ช่วงเวลาโลดแล่นของ รูนี่ย์ ได้พาดผ่านค่ำคืนอันเงียบเหงาของ เวมบลีย์ จากฝูงชนที่เคยทยอยเข้ามาในอัฒจันทร์แบบเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อนและเดินออกไปก่อนเกมจบแบบไม่ต้องแคร์กับสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในสนาม อาจจะมีบางโมเมนต์ที่ดูวูบวาบสำหรับสิงโตคำรามยุคเกียร์เดียวซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากบางช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์ของเขา นี่เป็นอีกครั้งสำหรับ แกเร็ธ เซาธ์เกต ที่ยังคงก้มหน้าก้มตายึดมั่นในแนวทางของตนเอง เขาตัดสินใจส่งกลุ่มผู้เล่นพลังหนุ่มที่กำลังคึกคะนองอย่างเต็มเปี่ยมลงไปในเกมนี้ จากบรรดาไลน์อัพ 11 คนแรกมีถึง 7 คนที่อายุน้อยกว่า 25 ปี และพวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในการต่อกรกับ สหรัฐอเมริกา ที่ก็เลือกใช้งานนักเตะสายเลือดใหม่เช่นกัน แม้อาจจะดูวูบวาบเป็นบางครั้งแต่ก็มีความเปราะบางแฝงอยู่ในนั้น

จาดอน ซานโช่ ยังทำผลงานได้อย่างน่าจับตามอง หนึ่งในจังหวะที่น่าประทับใจของเขาคือการดึงจังหวะเพื่อไหลบอลออกข้างโดยไม่หันไปมองที่ทำให้ตัวประกบของเขารวมถึงคนดูในสนามต้องอึ้งไปตามๆกัน และนั่นก็คือหลักฐานชิ้นสำคัญของการเป็นดาวรุ่งได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องจนสามารถโชว์ทักษะให้เป็นที่ประจักษ์ได้ในเวทีระดับสูง 2 ประตูในช่วงครึ่งแรกยังมาจากท่วงทำนองอันรวดเร็วของสิงโตคำรามยุคใหม่ โดยประตูแรกมาจาก เจสซี่ ลินการ์ด ที่ก็อปปี้ลูกยิงของตนเองในเกมฟุตบอลโลกกับ ปานามา จากการปั่นด้วยขวาโค้งหนีมือ แบรด กูซาน ก่อนที่ ซานโช่ จะไหลบอลแบบเหนือชั้นให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วิ่งเข้ามากดด้วยขวาเสียบเสาไกล

ตลอดช่วงเวลาที่ อังกฤษ ได้ประตูขึ้นนำพวกเขาสามารถสลัดภาพลักษณ์เดิมๆออกไปได้จนหมดสิ้น ด้วยรูปเกมอันสวยหรูที่มีผลพวงมาจากการมอบความไว้วางใจให้กับบรรดานักเตะสายเลือดใหม่ ในขณะที่ ซานโช่ ก็คือดาวจรัสแสงที่แท้ทรู เขาลงเล่นด้วยมั่นใจและมีการเคลื่อนที่อยู่ทางริมเส้นอย่างชาญฉลาด เขายังสามารถผ่านบอลให้ทีมได้เปรียบและมีการพาตัวเองไปรับบอลตรงพื้นที่ว่าง

ความสุขกับการกลับมาของ รูนี่ย์

รูนี่ย์ มาพร้อมกับปรากฏการณ์ทางลูกหนังอย่างแท้จริง

มีการนำเขาไปเปรียบเทียบกับ รูนี่ย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็อย่างที่ทราบกันดี รูนี่ย์ ในช่วงเวลานั้นคือปรากฏการณ์ทางลูกหนังที่แท้จริง ด้วยวัยเพียง 18 ปี รูนี่ย์ สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สุดยอดได้แล้วจากการเป็นผู้เล่นแนวรุกที่พร้อมจะสั่นประสาทแนวรับของคู่ต่อสู้ แม้ ซานโช่ อาจจะยังไม่ได้อยู่ในระดับที่ว่า แต่ก็ถือว่ามีความน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ด้วยลีลาในสนามที่กล้าท้าทายฝั่งตรงข้ามที่หวังจะแย่งบอลไปจากเท้าของเขา

จากลีลาอันเร้าใจของ ซานโช่ ในนัดนี้ ก็ยิ่งเป็นการย้อนรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงบรรดาผู้เล่นและวัฒนธรรมภายในทีมสิงโตคำรามตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงยังเป็นการสะท้อนภาพการเดินทางของเจ้าหนูรูนี่ย์แก้มแดงผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในซุปตาร์ของ พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่สมัยวัยทีน ก่อนจะกลายมาเป็นนักเตะขาประจำภายใต้ยูนิฟอร์มทีมชาติที่ดูคล้ายกับแฟนบอลตัวแสบที่ชอบแอบวิ่งลงมาในสนามระหว่างเกมซะมากกว่า จากช่วงชีวิตที่ผ่านมาของ รูนี่ย์ ก็ได้กลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับสตาร์ดาวรุ่งเจเนอเรชั่นถัดไปที่จะได้เรียนรู้การดำเนินชีวิตในฐานะพ่อค้าแข้งที่ต้องรู้จักวางแผนกับผลตอบแทนมหาศาลที่กำลังจะพุ่งเข้ามา รวมถึงการรับมือกับสิ่งยั่วยุต่างๆที่อยู่รอบๆตัว

หลังจากประตูนำห่างเป็น 3-0 ของ คัลลั่ม วิลสัน ในช่วงเวลาที่เหลือก็ดูจะเป็นการพยายามปั้น รูนี่ย์ ที่ตามมาด้วยจังหวะสับไกหลายๆครั้งที่ไม่มีวี่แววใกล้เคียงว่าจะกลายเป็นประตูทิ้งท้าย โดยหลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวพร้อมกับการสวมกอดกันระหว่างนักเตะในสนามก็มีเสียงประกาศที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณว่า “ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย มาช่วยกันส่งเสียงเป็นครั้งสุดท้าย… เวย์นนน รูนี่ย์”

หากถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้จำเป็นต้องทำหรือไม่? คำตอบคือไม่ ถามว่าทั้งหมดที่ทำมามีอะไรน่ารำคาญใจหรือไม่? คำตอบคือไม่ แล้วถ้าถามว่าทั้งหมดนี้มันออกจะดูแปลกๆไหม? คำตอบก็คือใช่ แต่พิธีอำลาให้กับ รูนี่ย์ ก็ถือว่าเป็นอะไรที่แฟร์พอสมควรสำหรับหนึ่งในนักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาลของอังกฤษ ผู้ที่เคยเป็นที่รักและคอยมอบความหวังให้กับแฟนๆตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เหนือสิ่งอื่นใดการรีเทิร์นของ รูนี่ย์ ในครั้งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการก้าวไปข้างหน้าของ ทีมชาติอังกฤษ หลังจากที่ล่าสุดพวกเขากลายเป็น 1 ใน 4 ทีมสุดท้ายที่ได้ผ่านเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศของรายการ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ที่พึ่งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรก

รูนี่ย์ มาพร้อมกับปรากฏการณ์ทางลูกหนังอย่างแท้จริง